วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ประวัติของ ฟร้องค์ ริเบรี่

ประวัติของ ฟร้องค์ ริเบรี่

 
       สมญานาม "นิว ซีดาน" ที่สื่อและแฟนบอลมอบให้กับ ฟรองค์ ริเบรี่ ก็คงจะพอบ่งบอกได้ถึงฝีเท้าอันโดดเด่นของเพลย์เมกเกอร์ชาวฝรั่งเศส ที่กำลังทำผลงานกับบาเยิร์น มิวนิค ได้อย่างยอดเยี่ยมในเวลานี้

       ซีเนอดีน ซีดาน อดีตยอดนักเตะชื่อก้องโลก ให้นิยาม ริเบรี่ ว่า "เป็นอัญมณีน้ำงามแห่งวงการฟุตบอลฝรั่งเศส" ขณะที่ เธียร์รี่ อองรี ยกย่องเขาว่า "เป็นเหมือนฝันร้ายของกองหลังทุกคน" ซึ่งแค่ 2 คนนี้ออกมาพูดก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่ามิดฟิลด์ร่างเล็กรายนี้จะกลายเป็นหนึ่งในทำเนียบตำนานนักเตะในอนาคตได้แบบไม่ยากเย็น

        ย้อนกลับไปในวัย 2 ขวบ เด็กชายฟรองค์ และพ่อแม่ของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง จนทำให้เขามีรอยแผลเป็นที่ใบหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ แต่โชคยังดีที่ไม่เป็นอันตรายถึงขั้นพิการเพราะไม่อย่างนั้นคงไม่มี "นิว ซีดาน" ดังเช่นวันนี้ ส่วนชีวิตครอบครัวในปัจจุบัน ริเบรี่ แต่งงานแล้วกับวาฮิบา ซึ่งมีเชื้อสายอัลจีเรีย และนั่นทำให้เขาต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามด้วย โดยทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 2 คนชื่อ ฮิซย่า และ ชาฮิเนซ
       แม้ว่าจะมีรูปร่างที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมอาชีพทั่วไป แต่ ริเบรี่ ก็ชดเชยด้วยความเร็วและเซนส์บอลอันยอดเยี่ยม รวมถึงการผ่านบอลอันเฉียบขาดหรือแม้แต่การทำประตูเองก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ซึ่งหลังจากที่ผ่านมาทั้งช่วงเวลาที่ดีและร้ายในเส้นทางการค้าแข้ง ดูเหมือนว่าตอนนี้ ริเบรี่ จะลงตัวแล้วกับการเป็นจอมทัพให้กับ "เสือใต้"
       นักเตะเจ้าของความสูงเพียง 171 ซม. เริ่มเป็นที่รู้จักนับตั้งแต่ย้ายมาเล่นกับ เม็ตซ์ ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับ กาลาตาซาราย ในลีกตุรกี เมื่อเดือนม.ค. 2005 ด้วยสัญญา 3 ปีครึ่ง ก่อนจะช่วยพาทีมคว้าแชมป์เตอร์กิช คัพ 2005 ด้วยการทำประตูสำคัญ 1-0 ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะช่วยยิง 1 จ่าย 1 ในเกมที่เอาชนะ เฟเนร์บาห์เช่ ในนัดชิงดำ
       ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมดังกล่าวทำให้แฟนบอลกาลาตาซาราย ยกให้ ริเบรี่ เป็นฮีโร่คนใหม่ของพวกเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตั้งนิคเนมให้ว่า "แฟร์ร่า ริเบรี่" และ "เฟอร์รารี่" อันสื่อถึงความเร็วของเขานั่นเอง
       อย่างไรก็ตาม หลังจบฤดูกาล 2004/05 ดาวเตะเลือดน้ำหอม ก็สร้างความแค้นเคืองให้กับกองเชียร์กาลาตาซาราย เมื่อเขาตัดสินใจฉีกสัญญากับต้นสังกัด และย้ายไปร่วมทีมโอลิมปิก มาร์กเซย หลังเล่นในลีกไก่งวงได้แค่ 5 เดือน และนั่นก็ทำให้ทีมดังของตุรกี ต้องยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (ซีเอเอส) เพื่อเรียกค่าชดเชยมูลค่า 10 ล้านยูโร (ราว 500 ล้านบาท) หลังจากที่ฟีฟ่าไม่รับคำร้องของพวกเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2007 ซีเอเอส ก็ปฏิเสธคำอุทธรณ์ของกาลาตาซารายในที่สุด
       หลังจากที่ย้ายมาเล่นให้กับ มาร์กเซย แล้ว ริเบรี่ ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นกำลังสำคัญให้ทีมโอเอ็ม ได้เล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และในฤดูกาล 2006-07 มาร์กเซย ก็จบด้วยการเป็นรองแชมป์ลีก เอิง โดย เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติฝรั่งเศส มีสถิติทำ 14 ประตู ในการลงสนาม 68 นัดรวมทุกถ้วย ตลอด 2 ฤดูกาลที่อยู่กับโอแอ็ม
       ความเร็ว พละกำลัง ทักษะ การจ่ายบอลสวยๆ ทำให้ ริเบรี่ กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ที่เด่นที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 รอบสุดท้าย ที่ประเทศเยอรมัน และสุดท้ายก็กลายเป็น "เสือใต้" ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ ที่ทุ่มเงินซื้อตัวเป็นสถิติสูงสุดของบุนเดสลีก้าเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2007 ด้วยค่าตัว 25 ล้านยูโร (ประมาณ 1,250 ล้านบาท)
        ริเบรี่ ได้สวมเสื้อหมายเลข 7 ซึ่งเคยเป็นของ เมห์เม็ต โชลล์ อดีตตำนานของบาเยิร์น ที่เพิ่งแขวนสตั๊ด โดยดาวเตะเลือดน้ำหอม ประเดิมสนามนัดแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ในเเกมอุ่นเครื่องกับเอฟที เกิร์น ซึ่ง "เสือใต้" ถล่มแหลก 18-0 และ ริเบรี่ ทำได้ 2 ประตู ส่วน เกมอย่างเป็นทางการนัดแรก เป็นการพบกับแวร์เดอร์ เบรเมน ในรอบแรกของเยอรมัน ลีก คัพ โดยเขาทำได้ 2 ประตูและช่วยให้ บาเยิร์น ชนะไป 4-1 จากนั้น ก็ทำอีกประตูให้ทีม เอาชนะ สตุ๊ตการ์ท แชมป์บุนเดสลีก้า 2-0 ในรอบตัดเชือก แต่ในรอบชิงชนะเลิศ ริเบรี่ โชคร้ายมีอาการบาดเจ็บทำให้ไม่ได้ลงสนาม แต่ลูกทีมของ อ๊อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ก็ยังคว้าแชมป์ไปครองได้ด้วยการชนะ ชาลเก้ 1-0
        ริเบรี่ อยู่กับทีมเสือใต้มา 2 ฤดูกาล สร้างผลงานนักเตะระดับเวิร์ลดคลาสกับทีม และ คว้าแชมป์เดเอฟเอ โพคาล เมื่อปี 2007 และได้แชมป์ลีก กับแชมป์เยอรมัน คัพ มีอีกในฤดูกาล 2008 ซึ่งทำให่ฟรองค์ กลายเป็นนักเตะหน้าตาไม่ดีที่เนื้อหอมที่สุดในโลก ในขณะนี้
        ด้าน ผลงานกับทีมชาตินั้น ริเบรี่ ติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2006 ในเกมที่ฝรั่งเศส ชนะ เม็กซิโก 1-0 หลังจากถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน ดาวิด เทรเซเก้ต์ ในนาทีที่ 74 ก่อนจะได้เป็นตัวจริงครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ปีเดียวกัน ในเกมที่พบกับ สวิตเซอร์แลนด์
        ส่วน ประตูแรกกับทีม "ตราไก่" นั้น ริเบรี่ ทำได้ในเกมที่ช่วยให้ทีมตีเสมอ สเปน 1-1 ก่อนที่ฝรั่งเศส จะเอาชนะไป 3-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2006 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนจะช่วยให้ทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และไปพ่ายให้กับ อิตาลี ในที่สุด

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อ:ฟรองค์ บิลาล ริเบรี่
วันเกิด:1 เมษายน 1983
เกิดที่:บูล็องญ์-ซูร์-แมร์, ฝรั่งเศส
ตำแหน่ง:มิดฟิลด์ตัวรุก / ปีก
ส่วนสูง:171 ซม.
สโมสรปัจจุบัน:บาเยิร์น มิวนิค
หมายเลขเสื้อ:7
สโมสรอาชีพ
ปี
สโมสร
ลงเล่น
ประตู
2001 - 2002บูล็องญ์245
2002 - 2003โอลิมปิค อาแลส181
2003 - 2004สต๊าด เบรตัวส์355
2004 - 2005เม็ตซ์140
2005กาลาตาซาราย201
2005 - 2007มาร์กเซย6011
2007 - ปัจจุบันบาเยิร์น มิวนิค5320
ทีมชาติ   
ปี 2006-ปัจจุบัน ฝรั่งเศส 38 7
 ไฮไลต์การเล่นอาชีพ
- คว้าแชมป์เตอร์กิช คัพ 2005 กับ กาลาตาซาราย
- แชมป์อินเตอร์โตโต้ คัพ 2005 กับ โอลิมปิก มาร์กเซย
- นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของลีก เอิง ฝรั่งเศส ในปี 2006 กับ โอลิมปิก มาร์กเซย
- รองแชมป์เฟร้นช์ คัพ 2006 กับ โอลิมปิก มาร์กเซย
- รองแชมป์เฟร้นช์ คัพ 2007 กับ โอลิมปิก มาร์กเซย
- รองแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 กับทีมชาติฝรั่งเศส
- แชมป์ลีกา โพคาล 2007 กับ บาเยิร์น มิวนิค
- นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี 2007 ของฝรั่งเศส

ประวัติของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ประวัติของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ชื่อ : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
เชื้อชาติ : โปแลนด์
วันเกิด : 21 สิงหาคม 1988
อายุ : 27 ปี
สถานที่เกิด : วอร์ซอว์ , โปแลนด์
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : บาเยิร์น มิวนิค

ประวัติ
     โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยเขาเริ่มเล่นกับทีมเยาวชนแถวที่เขาอยู่แถบๆ วาร์โซเวีย ก่อนที่จะถูก เดลต้า วอร์ซอว์ ชักชวนให้ไปคัดตัวซึ่งเขาก็ทำให้กุนซือของ เดลต้า วอร์ซอว์ ประทับใจในทันทีด้วยการกดคนเดียว 4 ประตูในเกมนัดนั้น 
     ปี 2006-2007 เลวานดอฟสกี้ เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพจนได้โดยเขาเริ่มเล่นกับทีม ซินซ์ พรัสซ์โกว์ ทีมในลีก 3 ของโปแลนด์ ซึ่งเขาก็เป็นคนสำคัญที่พา ซินซ์ พรัสซ์โกว์ เลื่อนชั้นได้สำเร็จ หลังจัดการคว้าดาวซัลโวด้วยการกระหน่ำไปทั้งหมด 15 ประตูในฤดูกาลนั้น โดยฤดูกาลต่อมาในดิวิชั่น 2 ของโปแลนด์ เลวานดอฟสกี้ ก็สามารถคว้าดาวซัลโวได้อีกครั้งหลังจากจัดการกดไปได้ถึง 21 ลูก

สโมสร เลช พอซแนน (2008-2010)
     เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นศูนย์หน้าที่โด่งดังเหลือเกินใน โปแลนด์ ตอนนั้น จนในที่สุด เลช พอซแนน ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกโปแลนด์ก็จัดการคว้าตัวเขาเข้าไปร่วมทีมจนได้ โดยตอนนั้นค่าตัวของเขาอยู่ 1.5 ล้านยูโร(61ล้านบาท)เท่านั้น

     กรกฎาคม 2008 เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสลงสนามเป็นเกมแรกโดยถูกส่งลงไปเป็นตัวสำรองในเกม ยูโรป้า ลีก ที่พบกับ คาซาร์ เลนโคเรน สโมสรจาก อาเซอร์ไบจัน ส่วนประตูแรกของเขาในสีเสื้อของ เลช พอซแนน นั้นเกิดขึ้นในเกมลีกที่พบกับ เบลชาโตว์ ซึ่งเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นในสนามก็สามารถพังประตูได้แล้ว โดยจบฤดูกาลแรกของเขาในลีกสูงสุดของโปแลนด์ เลวานดอฟสกี้ สามารถคว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวมาครองได้สำเร็จด้วยการยิงไปทั้งหมด 18 ประตู ช่วยให้ เลช พอซแนน คว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ ในระหว่างที่เขาค้าแข้งกับ เลช พอซแนน นั้น เลวานดอฟสกี้ ยิงไปทั้งหมด 32 ประตูจากการลงเล่น 58 นัด
สโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (2010-2014)
     จนกระทั่ง มิถุนายน ปี 2010 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นทีมที่เห็นถึงความเป็นสุดยอดกองหน้าของเขาเป็นทีมแรกและดึง เลวาน มาลุยในศึก บุนเดสลีก้า ในทันที ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านยูโร(183 ล้านบาท) โดยเซ็นต์สัญญาด้วยกันทั้งหมด 4 ปี และเมื่อ 19 กันยายน 2010 เลวานดอฟสกี้ ก็ทำให้แฟนๆ ''เสือเหลือง'' หลงรักได้ทันทีหลังเขาสามารถทำประตูแรกได้สำเร็จในเกมที่ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ ชาร์ลเก้ 04 ไปได้ 3-1

     ฤดูกาล 2011-2012 เลวานดอฟสกี้ ต้องประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บ เลยทำให้ตอนนั้นเป็น ลูคัส บาร์ริออส ที่เข้ามารับหน้าที่เป็นตัวจริงแทนทำให้ เลวาน ต้องนั่งพักไปยาวพอสมควร ทว่า 20 สิงหาคม 2011 เลวาน กลับมาทำประตูได้อีกครั้งจากการชาร์ตลูกเปิดของ มาริโอ เกิทเซ่ ก่อนที่ 1 ตุลาคมในปีเดียวกัน เลวาน จะมากดแฮตทริคได้สำเร็จในเกมที่ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ เอาส์บวร์ก ไปได้ 4-0 โดยในฤดูกาลนี้ผลงานของเขาโดดเด่นจริงๆจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของ โปแลนด์ ไปครอง

    ฤดูกาล 2012-2013 เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสลงเล่นในแชมป์เปี้ยนส์ลีกเป็นเกมโดยคู่ต่อสู่ของเขาคือ อาแจ็กซ์ ซึ่ง เลวาน ก็สวมบทฮีโร่ ด้วยการซัดประตูชัยให้กับ ''เสือเหลือง'' ได้ในนาทีที่ 87 ของเกม ทำให้ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ อาแจ็กซ์ ไปได้ 1-0 และถึงตอนนั้นเขาก็ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยการเป็นนักเตะที่ทำประตูติดต่อกันได้ยาวนานที่สุดของสโมสรจากการยิง 12 นัดติดต่อกันในลีก ทำลายสถิติของ ไฟรด์เฮล์ม โคเนียตซ์ก้า ที่ทำไว้เมื่อฤดูกาล 1964-1965 ลงได้สำเร็จ ทว่าฤดูกาลนี้เขาพลาดตำแหน่งดาวซัลโวไปอย่างน่าเสียดาย หลังยิงไป 24 ประตู แต่ทว่าเป็นรอง สเตฟาน คริสลิ้ง ของ เลเวอร์คูเซ่น เพียงลูกเดียวเท่านั้น

     ทว่าไฮไลท์สำคัญของฤดูกาลนี้มันอยู่ที่เกมแชมป์เปี้ยนส์ลีก 24 เมษายน 2013 เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงได้ 4 ประตูในรอบรองชนะเลิศและเป็นการยิงใส่ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เรอัล มาดริด อีกด้วย โดยเขาช่วยให้ ดอร์ทมุนด์ ถล่มเอาชนะ มาดริด ไปได้ 4-1 ในเกมนัดแรกที่เล่นที่เยอรมัน แต่ทว่าท้ายที่สุดแล้วในนัดชิงชนะเลิศเป็นการพบกันเองของทีมจาก เยอรมัน นั่นก็คือ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่ง ''เสือเหลือง'' ต้านไม่ไหวแพ้ไป 1-2

     ฤดูกาล 2013-2014 เลวานดอฟสกี้ สามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของศึก บุนเดสลีก้า ได้สำเร็จด้วยการซัดไปทั้งหมด 20 ประตูแถมยิงไปได้อีก 6 ประตูในเกมแชมป์เปี้ยนส์ลีก 
     ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2013 เลวานดอฟสกี้ ตอบตกลงสัญญาล่วงหน้ากับ บาเยิร์น มิวนิค เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังเขาใกล้ที่จะหมดสัญญากับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเกมสุดท้ายในชุด ''เสือเหลือง'' ของ เลวาน เกิดขึ้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2014 ในเกม เดเอฟเบ โพคาล รอบชิงชนะเลิศซึ่งเป็นการพบกับอนาคตทีมใหม่ของเขาเองอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งวันนั้น เลวานดอฟสกี้ มีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่นิดหน่อยด้วย กุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้คุยกับเขาแล้วว่าจะให้พักแต่ทางด้าน เลวาน เองยืนกรานว่าเขาจะขอลงช่วยทีมเป็นเกมสุดท้าย และสุดท้ายเขาก็ได้ลงเล่นเต็มเวลา 120 นาที แต่ผลที่ออกมาคือ ดอร์ทมุนด์ แพ้ให้กับ ''เสือใต้'' ไป 0-2

     3 ฤดูกาลกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 131 นัดยิงไปได้ถึง 74 ประตู
สโมสร บาเยิร์น มิวนิค (2014-ปัจจุบัน)
     3 มกราคม 2014 เลวานดอฟสกี้ เซ็นต์สัญญากับ บาเยิร์น มิวนิค อย่างเป็นทางการโดยเขาได้รับสัญญาทั้งหมด 5 ปี โดยเริ่มเป็นนักเตะ บาเยิร์น มิวนิค ในวันที่ 9 กรกฏาคม 2014 ช่วงปรีซีซั่นกับสโมสร เลวานดอฟสกี้ ก็สามารถทำปะตูได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง เยอรมัน ซุปเปอร์คัพ มาถึง 13 สิงหาคม 2014 เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสกลับมาเจอทีมเก่าอย่าง ดอร์ทมุนด์ แต่ผลปรากฏว่าเป็น ''เสือเหลือง'' ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปได้สำเร็จ 2-0

     สกอร์แรกของ เลวาน ในชุดของ ''เสือใต้'' เกิดขึ้นเมื่อ 30 สิงหาคม ในเกมที่เสมอกับ ชาร์ลเก้04 ไป 1-1 โดยเป็นเกมนัดที่ 2 ของฤดูกาลเท่านั้น และ 4 เมษายน 2015 เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นตัวแสบของ ดอร์ทมุนด์ จนได้เมื่อเป็นคนยิงประตูชัยให้ บาเยิร์น มิวนิค เอาชนะ ดอร์ทมุนด์ ไปได้สำเร็จ 1-0 
     21 กุมภาพันธ์ 2015 เลวาน จัดการซัดเบิ้ลเป็นครั้งแรกในสีเสื้อสโมสรใหม่ โดยเป็นเกมที่ บาเยิร์น มิวนิค ไล่ถล่ม พาเดอร์บอร์น ไป 6-0 โดยในฤดูกาลนี้ เลวานดอฟสกี้ ซัดไปได้ทั้งหมด 17 ประตูจากการลงเล่นทั้งหมด 31 นัด

     ฤดูกาล 2015-2016 เลวาน ประเดิมนัดแรกในศึก บุนเดสลีก้า ได้อย่างสวยงามหลังจัดการเหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ ''เสือใต้'' ไล่ถล่มเอาชนะ ฮัมบูร์ก ไปได้ 5-0 และสิ่งที่ทำให้ เลวานดอฟสกี้ ดังเป็นพลุแตกอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือการที่เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในฐานะตัวสำรองขณะที่ทีมมีสกอร์ตามหลัง โวล์ฟบวร์ก อยู่ 0-1 เขาใช้เวลาในสนามเพียง 8 นาที 59 วินาที เหมาคนเดียว 5 ประตู ให้ บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเอาชนะ โวล์ฟบวร์ก ได้สำเร็จ 5-1 ซึ่งนี่กลายเป็นที่มาในหลายๆสถิติของเขา 1.แฮตทริคที่เร็วที่สุดโดยใช้เวลาไปเพียง 4 นาทีเท่านั้น และ 2.กลายเป็นตัวสำรองที่ยิงประตูได้มากที่สุด 3. เป็นนักเตะที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการกระหน่ำไปถึง 5 ลูกโดยใช้ไปเพียง 9 นาทีเท่านั้น

     หลังจากนั้น 4 วัน เลวานดอฟสกี้ ก็ได้ฉลองประตูที่ 100 ใน บุนเดสลีก้า จนได้ในเกมที่พวกเขาเอาชนะ ไมนซ์ ไปได้ 3-0 โดยเกมนี้ เลวาน ก็เหมาคนเดียวอีก 2 ประตู ฤดูกาลนี้เพิ่งผ่านไปเพียง 7 นัดเท่านั้นแต่ทว่า เลวานดอฟสกี้ กดไปแล้วถึง 10 ประตูด้วยกัน ถึงตอนนี้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ลงเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค ไปแล้ว 37 นัดยิงไป 27 ประตู

ทีมชาติ
     โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ติดทีมชาติโปแลนด์ตั้งแต่ชุดยู-21ปี โดยเขาได้โอกาสลงเล่นไปทั้งหมด 3 นัดในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับ ทีมชาติ อังกฤษ , เบลารุส และ ฟินแลนด์ จนกระทั่ง 10 กันยายน 2008 หลังจากผ่านวันเกิดวัย 20 ปีของเขามาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้นเขาก็ได้รับของขวัญชิ้นโตด้วยการติดทีมชาติโปแลนด์ชุดใหญ่ ในเกมที่พบกับ ซาน มาริโน่ ซึ่งเขาถูกส่งลงไปเล่นในฐานะตัวสำรองและสามารถทำประตูได้ช่วยให้ โปแลนด์ เอาชนะไปได้ 2-0 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2010 ซึ่งเขาก็กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับทีมชาติโปแลนด์ได้สำเร็จ

     7 กันยายน 2014 เลวานดอฟสกี้ จัดการซัดแฮตทริคแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จโดยเขาเหมาคนเดียว 4 ประตูในเกมที่เอาชนะ ยิปรอลต้า ไปได้ 7-0 ก่อนที่จะมาซัดอีกหนึ่งแฮตทริคในเกมกับ จอร์เจีย โดยเขาพา โปแลนด์ เอาชนะไปได้ 4-0 
     โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ติดทีมชาติโปแลนด์ตั้งแต่ปี 2008 ได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 70 นัด ยิงไปได้ 29 ประตู
เกียรติประวัติ
- ดาวซัลโว ดิวิชั่น 2 โปแลนด์ 2006-07
- ดาซัลโว ดิวิชั่น 1 โปแลนด์ 2007-08
- นักเตะยอดเยี่ยม ลีก โปแลนด์ 2009
- ดาวซัลโว ลีก โปแลนด์ 2009-10
- บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดใน โปแลนด์ 2008
- นักเตะยอดเยี่ยมของ โปแลนด์ 2011,2012,2013,2014
- ดาวซัลโว เดเอฟเบ โพลคาล 2011-12
- ดาวซัลโว บุนเดสลีก้า 2013-14

ประวัติของ อองตวน กรีซมันน์

ประวัติของ อองตวน กรีซมันน์

ชื่อ : อองตวน กรีซมันน์
เชื้อชาติ : ฝรั่งเศส
วันเกิด : 21 มีนาคม 1991 
อายุ : 24 ปี
สถานที่เกิด : มาค่อน , ฝรั่งเศส
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : แอตเลติโก มาดริด

ประวัติ
     กรีซมันน์ เกิดที่เมือง มาค่อน ของประเทศ ฝรั่งเศส โดยเริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรแถวบ้านเกิดของเขานั่นก็คือ ยูเอฟ มาค่อน ซึ่งตอนนั้นเขาเองก็กำลังอยู่ในวัยเรียน แต่ทว่า กรีซมันน์ ก็ได้ไปลองทดสอบฝีเท้ากับหลายๆสโมสรเพื่อที่จะกลายมาเป็นนักเตะอาชีพให้ได้ แต่ด้วยรูปร่างของเขาที่ดูตัวเล็กทำให้ทุกสโมสรได้ปฎิเสธที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีมในตอนนั้น

     ปี 2005 กรีซมันน์ ได้โอกาสเข้าไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสร มงเปลลิเยร์ ซึ่งเป็นการเล่นเกมอุ่นเครื่องของเยาวชนพบกับสโมสร ปารีสฯ โดยเกมนี้ กรีซมันน์ เล่นได้อย่างน่าประทับใจจนทำให้มีหลายต่อหลายสโมสรสนใจที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีม และมีอยู่หนึ่งทีมที่ส่งแมวมองมาดูแล้วติดใจในผลงานของ กรีซมันน์ ในเกมนี้จริงๆทำให้เขาเข้าหาตัว กรีซมันน์ อย่างจริงจังและได้เชิญให้ไปทดสอบฝีเท้าด้วย นั่นก็คือสโมสร เรอัล โซเซียดัด ที่ในตอนนั้นยังเล่นอยู่ใน ศึก เซกุนด้า ลีก ของสเปนอยู่เลย

     กรีซมันน์ ถูกเชิญไปร่วมทดสอบฝีเท้าด้วยประมาน 1 สัปดาห์ ซึ่งเจ้าตัวก็ทำได้ดีจนทำให้ได้รับการดึงเข้าสโมสร โดยเขาก็ขอเวลาสโมสร 2 อาทิตย์ในการเตรียมตัวที่จะย้ายมาใช้ชีวิตใน สเปน ซึ่งครอบครัวของ กรีซมันน์ ก็ได้เดินทางตามมาด้วยเพราะในขณะนั้นเขายังดูเด็กเกินไปที่จะมาเผชิญโลกใหม่คนเดียว
เรอัล โซเซียดัด (2005-2014) 
     เขาย้ายมาใช้ชีวิตใน สเปน ตั้งแต่ปี 2005 โดยเริ่มจากเล่นให้กับ เรอัล โซเซียดัด ในชุดเยาวชน ควบคู่ไปกับการเรียนในตอนนั้น โดยแบ่งเวลาช่วงเช้าไปเรียนก่อนที่จะกลับมาซ้อมฟุตบอลในตอนเย็น เขาต้องใช้เวลาถึง 4 ปีเลยทีเดียวในชุดเยาวชนในการพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาติดอยู่ในทีมชุดใหญ่

     ฤดูกาล 2009-2010 กุนซืออย่าง มาร์ติน ลาซาร์เต้ ได้เรียกตัว อองตวน กรีซมันน์ ขึ้นมาสู่ททีมชุดใหญ่โดยการหนีบไปเล่นในช่วงปรีซีซั่นด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ ลาซาร์เต้ ต้องผิดหวังหลังจากจัดการซัดไปคนเดียว 5 ประตูจากการลงสนาม 4 นัด ก่อนที่จะได้รับอาการบาดเจ็บในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้เขาพลาดการออกสตาร์ทในช่วงต้นของฤดูกาลไป 
     2 กันยายน 2009 กรีซมันน์ ลงประเดิมสนามในสีเสื้อ เรอัล โซเซียดัด ในชุดใหญ่เกมแรกโดยเป็นการลงเล่นในศึก โคปา เดล เรย์ พบกับ ราโย บาเยกาโน่ โดยเขาถูกส่งลงสนามไปในนาทีที่ 77 ของเกม 27 กันยายน เขาได้โอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมแรกและยังสามารถประเดิมด้วยการทำประตูแรกในฟุตบอลอาชีพได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการเอาชนะ ฮูเอสก้า ไปได้ 2-0 หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ต่อมา กรีซมันน์ ก็ซัดลูกที่ 2 ของตัวเองได้สำเร็จโดยเป็นการยิงใส่ ซาลามันก้า ช่วยให้ทีมเอาชนะไปได้ 2-0 โดยฤดูกาลนี้ถือว่า กรีซมันน์ มีส่วนสำคัญจริงๆที่ช่วยให้ เรอัล โซเซียดัด คว้าแชมป์ เซกุนด้า มาครองได้สำเร็จและเลื่อนชั้นสู่เวที ลา ลีกา ลีกของ เสปน

     8 เมษายน 2010 กรีซมันน์ ได้รับการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพโดยเซ็นกันยาวถึง 5 ปีและมีค่าฉีกสัญญาสูงถึง 30 ล้านยูโร (1,118 ล้านบาท) โดยการที่เจ้าตัวมีค่าฉีกสัญญาสูงขนาดนี้เพราะในขณะนั้นมีทีมอย่าง โอลิมปิก ลียง , แซง-เอเตียน และ โอร์แซร์ ต้องการตัวเขาไปร่วมทีมเหมือนกัน ซึ่งหลังจากที่มีข่าวเซ็นสัญญากันไปที่เรียบร้อยทีมอย่าง แมนฯยู และ อาร์เซน่อล ยักษ์ใหญ่จากศึก พรีเมียร์ลีก ก็ออกมายอมรับว่าอยากได้ตัว กรีซมันน์ ไปร่วมทัพเช่นเดียวกัน 
     29 สิงหาคม 2010 อองตวน กรีซมันน์ ลงประเดิมสนามในศึก ลา ลีกา ของสเปน เป็นเกมแรกโดยหลังที่เกมนี้จบลง กรีซมันน์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ''ต้องขอบคุณ เรอัล โซเซียดัด ที่ทำให้ฝันในวัยเด็กของผมมันเป็นจริง'' หลังจากพักเบรคทีมชาติ กรีซมันน์ ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมหลังมีส่วนช่วยให้ เรอัล โซเซียดัด เอาชนะ เรอัล มาดริด ไปได้ 2-1 โดยทำ 1 แอสซิสต์ ให้กับ ราอูล ตามูโด้

     25 ตุลาคม กรีซมันน์ ทำประตูในศึก ลา ลีกา ได้สำเร็จ โดยเป็นเกมที่ เรอัล โซเซียดัด เอาชนะ ลา กอรุนญ่าไปได้ 3-0 ซึ่งเขาได้แสดงความดีใจหลังจากซัลโวประตูนี้ได้ด้วยการขึ้นไปขับรถที่นำมาจอดโชว์อยู่ข้างสนาม ก่อนที่สัปดาห์ต่อมาเขาก็จะทำประตูต่อเนื่องด้วยการยิงให้ทีมเอาชนะ มาลาก้า ไปได้ 2-1 
     ฤดูกาล 2012-2013 ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งมันเป็นเกมชี้ชะตาว่า เรอัล โซเซียดัด จะได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก หรือไม่โดยจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 เลยทีเดียว ซึ่ง กรีซมันน์ ก็สามารถทำประตูและพาทีมเอาชนะไปได้

     ฤดูกาลต่อมา กรีซมันน์ ยังคงฟอร์มร้อนแรงอย่างต่อเนื่องหลังซัดประตูอย่างสวยงามในเกม แชมป์เปี้ยนส์ ลีก กับ ลียง ช่วยให้ เรอัล โซเซียดัด ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จจากการเอาชนะ ลียง ไปได้ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-0 อองตวน กรีซมันน์ ลงสนามให้กับ โซเซียดัด ไปทั้งหมด 179 นัด ยิงไปได้ 46 ประตู
แอตเลติโก มาดริด (2014-ปัจจุบัน)
     28 กรกฎาคม 2014 แอตเลติโก มาดริด ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาที่สูงถึง 30 ล้านยูโร ทันที เพื่อกระชากตัว อองตวน กรีซมันน์ จาก เรอัล โซเซียดัด มาร่วมทีมให้ได้ โดยจัดการเซ็นสัญญายาวกันถึง 6 ปีด้วยกัน เมื่อวันนี้ 29 กรกฎาคม 2014

     แน่นอนว่าการย้ายมายังถิ่น ''ตราหมี'' ของ กรีซมันน์ เขาก็กลายมาเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมในทันที และได้ลงประเดิมสนามเกมแรกในการพบกับ เรอัล มาดริด ในศึก ซุปเปอร์ โคปา 2014 ผลจบลงด้วยการเสมอกันไป 1-1 17 กันยายน กรีซมันน์ ทำประตูแรกในสีเสื้อ แอต.มาดริด ได้สำเร็จ โดยเป็นเกมในศึก แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ซึ่งยิงได้ในเกมที่พบกับ โอลิมเปียกอส แต่ทว่าท้ายที่สุดแล้ว แอต.มาดริด ก็แพ้ไป 2-3 ทว่า 1 พฤศจิกายน กรีซมันน์ ก็กดประตูแรกในลีกได้สำเร็จด้วยการยิงใส่ กอร์โดบ้า พาทีมเอาชนะไปได้ 4-2

     21 ธันวาคม 2014 อองตวน กรีซมันน์ จัดแฮตทริคแรกบนเกาะสเปนในสีเสื้อ ''ตราหมี'' โดยรัวใส่ทีมอย่าง แอธ.บิลเบา พาทีมเอาชนะไปได้ถึง 4-1 โดยทั้ง 3 ประตู กรีซมันน์ ทำได้ในขณะที่ยังไม่หมดครึ่งแรกเลยด้วยซ้ำ ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็สามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา ในเดือน มกราคม มาครองได้สำเร็จอีกด้วย

     25 เมษายน 2015 กรีซมันน์ ยังคงยิงประตูได้อย่างเนื่องพาทีมเอาชนะ เอลเช่ ไปได้ 3-0 โดยเกมนี้เขาซัดไปถึง 2 ประตูทำให้เขายิงรวมในเกมลีกไปแล้วถึง 22 ประตู มากที่สุดที่เคยมีนักเตะสัญชาติ ฝรั่งเศส ย้ายมาเล่นฤดูกาลแรกในศึก ลา ลีกา เลยทีเดียว

     18 ตุลาคม กรีซมันน์ ได้โคจรกลับมาพบกับทีมที่ถือว่าปลุกปั้นเขาขึ้นมาอย่าง เรอัล โซเซียดัด โดยเกมนั้น อองตวน กรีซมันน์ ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากแฟนบอลทั้งสองทีม ก่อนที่เขาจะสามารถซัดประตูทีมเก่าได้ ซึ่งเป็นลูกยิงที่สวยสดงดงามอีกด้วย จากการหลุดเข้าไปชิบข้ามตัวผู้รักษาประตูอย่าง เกโรนิโม่ รุลลี่ ในนาทีที่ 9 ส่งผลให้ แอต.มาดริด เอาชนะ ไปได้ 2-0 ซึ่งหลังจากการทำประตูได้เขาก็ให้เกียรติสโมสรเก่าด้วยการไม่แสดงอาการดีใจ และท้ายเกมเขาได้ให้สัมภาษณ์ในการกลับมาเยือนถิ่นเก่าว่า ''ผมไม่สามารถแสดงอาการดีใจได้หรอก ถึงแม้มันจะเป็นการยิงที่สวยงามขนาดไหน โซเซียดัด เป็นทีมที่ปลุกปั้นผมขึ้นมาผมไม่เคยลืมบุญคุณจากที่นี่แน่นอน'' ถึงตอนนี้ อองตวน กรีซมันน์ ลงสนามให้กับ แอต.มาดริด ไปแล้ว 54 นัด ยิงไปได้ 31 ประตู
ทีมชาติ
     กรีซมันน์ ติดทีมชาติฝรั่งเศสในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งในตอนนั้นเขายังค้าแข้งให้กับ เรอัล โซเซียดัด อยู่ โดยเขามีชื่อติดไปในเกมอุ่นเครื่องกับ ยูเครน เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2010 7 มิถุนายน กรีซมันน์ ติดเป็น 1 ใน 18 นักเตะที่ไปลุยศึก ยูโร 2010 รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ซึ่งเขาก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่พา ฝรั่งเศส คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ โดยเขายิงไปได้ 2 ประตูและอีก 2 แอสซิสต์ หลังจากนั้นเขาก็ได้เล่นในกับทีมชาติ ฝรั่งเศส รุ่นอายุไม่เกิน 20-21 ปี มาเรื่อย โดยรวมแล้วเขาเล่นให้กับทีมชาติ ฝรั่งเศส ชุดเยาวชนไป 15 นัด ยิงได้ 7 ประตู

     พฤศจิกายน 2012 กรีซมันน์ ถูกแบนจากทีมชาติฝรั่งเศสชุด เยาวชน รวมถึงเพื่อนของเขาอีก 4 คน หลังจากที่หนีซ้อมและออกไปเที่ยวกลางคืนกัน
     27 กุมภาพันธ์ 2014 ในยุคของ ดิดิเยร์ เดอชองส์ กรีซมันน์ ถูกเรียกมาติดทีมชาติ ฝรั่งเศส ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดยเขาได้ลงสนามในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับ ฮอลแลนด์ โดย ฝรั่งเศส สามารถเอาชนะไปได้ในเกมนั้น 2-0 
     13 พฤษภาคม กรีซมันน์ มีชื่อติดไปเล่นศึก ฟุตบอลโลก 2014 ด้วย โดยเขาทำได้ดีเลยทีเดียวในเกมที่พบกับ ปารากวัย หลังสามารถทำประตูแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จแต่ทว่าผลดันจบลงด้วยการเสมอกันไป 1-1

     15 มิถุนายน เขามีชื่อติดมาลุย เวิลด์คัพ 2014 ด้วยโดยถูกส่งชื่อมาแทน ฟร้อง ริเบรี่ ที่มีอาการบาดเจ็บ ซึ่งเขาก็กลายเป็นตัวหลักของทัพ ''ตราไก่'' ในชุดนี้ ก่อนที่จะผ่านเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศและแพ้ให้กับ เยอรมัน ไป 0-1

เกียรติประวัติ
- แชมป์ เซกุนด้า : เรอัล โซเซียดัด , 2009-10
- แชมป์ ซุปเปอร์ โคปา : แอต.มาดริด , 2014
- แชมป์ ยูโร 2010 อายุไม่เกิน 19 ปี , ทีมชาติ ฝรั่งเศส
- นักเตะยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา , เดือน มกราคม และ เมษายน
- ทีมยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา ประจำฤดูกาล 2014-15
- นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฝรั่งเศส 2015

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ประวัติของ ปอล ป็อกบา

ปอล ป็อกบา


      ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์คนเก่งของยูเวนตุส ย้ำชัด ไม่เคยพูดว่าอยากย้ายไปร่วมทีม บาร์เซโลนา เผยขอโฟกัสผลงานกับสโมสรเท่านั้น
     อดีตเด็กปั้น แมนฯยูฯ ยกระดับฝีเท้าขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่ย้ายมาเล่นกับยูเว่เมื่อปี 2012 จนกลายเป็นกองกลางชั้นแนวหน้าของยุโรปในเวลานี้ ท่ามกลางข่าวพัวพันกับหลายสโมสรดัง รวมถึง บาร์ซา ด้วย
     "ผมไม่เคยพูดแบบนั้น ตอนนี้ผมกำลังลงเล่นกับ ยูเวนตุส" ห้องเครื่องเลือดน้ำหอมตอบ หลังถูกสื่อถามเคยพูดว่าอยากย้ายไปเล่นกับบาร์ซาจริงหรือไม่?
      ทั้งนี้ จอมทัพเจ้าม้าลายได้รับเลือกติดทีม ฟีฟ่าฟิฟโปร ประจำปีนี้ หลังทำผลงานเด่นเมื่อฤดูกาลก่อน นำทีมซิวแชมป์กัลโช เซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย และ เข้าชิงศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก

ประวัติของ ปอล ป็อกบา

ประวัติ ปอล ป็อกบา
ชื่อเต็ม : ปอล ลาบีล ปอกบา
วันเกิด : 15 มีนาคม ค.ศ. 1993 (22 ปี)
สถานที่เกิด : ลาญี-ซูร์-มาร์น, ฝรั่งเศส
ส่วนสูง : 1.88 ม. (6 ฟุต 2 นิ้ว)
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจจุบัน : ยูเวนตุส
หมายเลข : 6
สโมสรเยาวชน
1999–2006 : รัวซี-อ็อง-บรี
2006–2007 : ตอร์ซี
2007–2009 : เลออาฟวร์
2009–2011 : แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
สโมสรอาชีพ
2011–2012 : แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (3 นัด) 
2012– : ยูเวนตุส (80 นัด 18 ประตู)
     ปอล ลาบีล ปอกบา เกิดวันที่ 15 มีนาคม 1993 ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับยูเวนตุส สมโสรชื่อดังในกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งดาวเตะผิวสีจะเล่นได้ดีที่สุดคือตำแหน่งกองกลางตัวกลาง แต่ก็สามารถขยับไปเล่นกลางรุก และรับ ได้ตามสถานการณ์ ทั้งนี้ป็อกบา ได้รับคำนิยามจากแมนฯ ยูไนเต็ด ต้นสังกัดเก่าว่าครบเครื่องทั้ง พละกำลัง, ฝีเท้า และ การสร้างสรรค์


     ส่วนในอิตาลี เขาถูกตั้งฉายาว่า "พอล เดอะ ออคโทพุส" (หมึกพอล) อีกทั้ง ป็อกบา ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ปาทริค วิเอร่า ว่ามีสไตล์การเล่นคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้รับรางวัล "โกลเด้น บอย" ในปี 2013 (นักเตะอายุต่ำกว่า 21 ปี ที่ดีที่สุดในยุโรป) ตามด้วย "บราโว อวอร์ด" (นักเตะอายุต่ำกว่า 23 ปี ที่ดีที่สุดในยุโรป) ผ็อกบา ยังติดทีมชาติฝรั่งเศส มาทุกชุดนับตั้งแต่ ยู-16, ยู-17, ยู-18, ยู-19 และ ยู-20 ส่วนในปี 2014 ป็อกบา ถูก "เดอะ การ์เดี้ยน" ยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 ดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป
     ป็อกบา เกิดที่ ลาญี-ซูร์-มาร์น, ฝรั่งเศส โดยมีพ่อและแม่เป็นชาวกินี เขาเป็นน้องคนเล็ก จากพี่น้องทั้งหมด 3 คน ซึ่งพี่ชายทั้งสองต่างก็เป็นนักฟุตบอล ทั้งนี้ ป็อกบา เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 6 ขวบ กับสโมสรยูเอส รอยส์-ออง-เบร จนกระทั่งอายุได้ 13 ปี เขาย้ายมทีมไปอยู่กับ ยูเอส ทรอซี่ย์ และได้เป็นกัปตันทีมของต้นสังกัดยู-13 อีกด้วย ให้หลังเพียงปีเดียว ป็อกบา ย้ายไปอยู่กับ ลเอ อาฟร์ ซึ่งด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม ส่งผลให้เจ้าตัวได้รับความสนใจจากอาร์เซน่อล และอีกหลายทีมในเซเรีย อา


     วันที่ 7 ตุลาคม 2009 ป็อกบา ประกาศย้ายทีมจากเลอ อาฟร์ ไปหากินในพรีเมียร์ลีกกับเยวชนแมนฯ ยูไนเต็ด และลงเล่นเป็นเกมแรกกับทีม ยู-18 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ในแมตช์ชนะครูว์ 2-1 โดยฤดูกาลดังกล่าว (2009-2010) ป็อกบา ลงสนามให้ทีมยู-18 ไปทั้งสิ้น 21 เกม ยิงไป 7 ลูก และพาต้นสังกัดจบที่ 1 ของกลุ่ม แต่ไปพ่ายอาร์เซน่อล 3-5 ในการดวลจุดโทษของศึกเพลย์-อ๊อฟ รอบรองชนะเลิศ
     วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2011 ป็อกบา เป็น 1 ใน 4 แข้งเยาวชน ที่ถูกดันขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ โดยผู้จัดการทีมเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งดาวเตะอนาคตไกลได้เสื้อหมายเลข 42 อย่างไรก็ตาม ป็อกบา ยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นทีมยู-18 เกือบตลอดฤดูกาล 2010-11 และช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ซึ่งเอาชนะเชลซีในรอบรองชนะเลิศ ด้วยประตูรวม 7-3 และคว่ำ เชฟฯ ยูไนเต็ด ด้วยประตูรวม 6-3 ในนัดชิงชนะเลิศ โดยเป็นแชมป์ใบที่ 10 ของทีมยู-18 อีกด้วย


     จากนั้นในปี 2011-12 เฟอร์กูสัน ยืนยันว่า ป็อกบา จะมีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่ ซึ่งเจ้าตัวถูกดันขึ้นมาเล่นทีมสำรอง และได้เล่นเป็นเกมแรกในนัดเปิดสนามกับอาร์เซน่อล สำรอง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2011 ตามด้วยเกมกับสวอนซี เมื่อวันที่ 25 สิงกาคม 2011 อย่างเกมหลัง ห้องเครื่องผิวหมึกยิงได้หนึ่งประตู จากชัยชนะ 6-0 จากนั้นกองกลางเชื้อสายกินี ถูกใส่ชื่อเป็นตัวสำรองในเกมลีก คัพ รอบ 3 ที่พบกับลีดส์ ซึ่งป็อกบา ได้ลงสนามในครึ่งเวลาหลัง และพาทีมชนะ 3-0
     ป็อกบา ได้สัมผัสเกมพรีเมียร์ลีกเป็นนัดแรก คือแมตช์กับสโต๊ค เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2012 โดยเปลี่ยนลงมาแทน ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ในนาทีที่ 72 จากนั้น ป็อกบา ได้ลงเล่นเกมลีกอีกครั้ง ในเกมกับเวสต์บรอมวิช วันที่ 11 มีนาคม ตามด้วยลงโชว์ฟอร์มในศึกยูโรป้า ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายกับบิลเบา ซึ่งลงเล่นแทนไมเคิ่ล คาร์คิค ในนาทีที่ 52
     วันที่ 3 กรกฎาคม 2012 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยืนยันว่า ปอล ป็อกบา ตัดสินใจย้ายทีม หลังจากไม่ต่อสัญญากับแมนฯ ยูไนเต็ด และเลือกไปหาความท้าทายกับยูเวนตุส สโมสรดังแห่งเซเรีย อา โดยเซ็นสัญายาว 4 ปี พร้อมกับลงสนามเกมแรกในแมตช์อุ่นเครื่องกับ เบนฟิก้า ซึ่งมิดฟิลด์ดาวโรจน์ ลงสนามแทนอันเดรีย ปิร์โล่ ในนาทีที่ 78


     ส่วนเกมเซเรีย อา นัดแรกของป็อกบา คือแมตช์กับ คิเอโว่ ในวันที่ 22 กันยายน 2012 ซึ่งเจ้าตัวได้ลงสนามครบ 90 นาทีอีกด้วย ทั้งนี้ป็อกบา เบิกประตูแรกของตัวเองให้กับ "ม้าลาย" คือเกมชนะนาโปลี 2-0 ในวันที่ 31 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม ห้องเครืองจากแดนน้ำหอมเจอไล่ออกครั้งแรกในชีวิตในเกมปิดท้ายซีซั่น 2012-13 เนื่องจากเอามือผลักหน้าคู่แข่ง แต่ยูเวนตุส ได้สคูเด็ตโต้ ไปตั้งแต่ก่อนเกมดังกล่าวแล้ว
     วันที่ 20 กันยายน ยูเวนตุส ภายใต้กุนซือคนใหม่อย่าง มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ในเดือนถัดมาวันที่ 18 ตุลาคม ทาง ป็อกบา ยังคงฟอร์มอันยอดเยี่ยมเอาไว้ เริ่มจากจ่ายบอลให้คาร์ลอส เตเบซ ทำประตูชัยในเกมชนะมิลาน รวมถึงยิงประตูตีเสมอซัสซัวโล่ วันที่ 4 พฤศจิกายน ป็อกบา ลงสนามให้ยุเวนตุสครอบ 100 เกม ในเกมที่เผชิญหน้ากับ โอลิมเปียกอส และยิงประตูที่สามซึ่งช่วยต้นสังกัดชนะทีมจากกรีซ ในท้ายที่สุด ตามด้วยพาทีมชนะลาซิโอ 2-1 ในเกมนัดชิงโคปปา อิตาเลีย


     วันที่ 13 เมษายน ป็อกบา จ่ายบอลให้โมราต้า ยิงประตูตีเสมอเรอัล มาดริด ในเลกสองของศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ พร้อมกับพาทีมเข้าชิงด้วยประตูรวม 3-2 จากนั้นวันที่ 6 มิถุนายน 2015 ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมชิงดำยูซีแอลกับบาร์เซโลน่า ทว่า "ม้าลาย" ต้านความแกร่งของ บาร์เซโลน่า ไม่ไหว พ่ายไป 1-3 ได้แค่รองแชมป์ อย่างไรก็ตาม ป็อกบา สามารถพาต้นสังกัดคว้าดับเบิ้ลแชมป์ มาครอง

ประวัติของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช


     ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวยิงเวิลด์คลาสของปารีส แซงต์ แชร์กแมง สยบข่าวลือย้ายทีมจนหมดสิ้น หลังยืนยันว่าเขายังคงมีความสุขดีกับสโมสร
     ก่อนหน้านี้อนาคตของกัปตันทีมชาติสวีเดนยังอยู่ในความคลุมเครือ เมื่อเจ้าตัวไม่ยอมการันตีอนาคตโดยบอกแต่เพียงว่าเอเย่นต์เป็นคนจัดการเรื่องนี้
     อย่างไรก็ดี ล่าสุดหอกวัย 33 กะรัต ย้ำชัด เขายังเหลือสัญญากับปาริเซียงอีก 1 ปี และมีความสุขมากกับการเป็นผู้เล่นของสโมสร
     "ผมยังเหลือสัญญาอีก 1 ปี ดังนั้นผมยังเป็นผู้เล่นของเปแอสเช และ ผมเองก็มีความสุขกับสโมสรมาก" อิบรา กล่าวกับ ESPN
     "ผมทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากมายระหว่าง 3 ปีที่นี่ ไม่มีใครสามารถพรากสิ่งที่ผมทำไปได้ ทีมของผมยอดเยี่ยม ผมได้ลงเล่นกับยอดนักเตะมากมาย ผมอาศัยอยู่ในเมืองที่ดีที่สุดในยุโรป ผมชอบมันมากๆ"
     "มีการพูดถึงผมมากมายและผมก็มีความสุขนะที่คนให้ความสนใจ แต่ผมเป็นผู้เล่นของเปแอสเช"

ประวัติของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ชื่อ : ซลาตัน อิบราฮิโมวิช    

เชื้อชาติ : สวีเดน

วันเกิด : 3 ตุลาคม 1981

อายุ : 32 ปี

สถานที่เกิด : เมืองมัลโม่ ประเทศสวีเดน

ส่วนสูง : 195 ซม.

ต้นสังกัด : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

ตำแหน่ง : กองหน้า


     ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เกิดเมื่อวันที่  3 ตุลาคม 1981 และเติบโตในย่านใกล้กับเมือง มัลโม่ นั่นคือ โรเซนการ์ด ซึ่งส่วนใหญ่จะที่อยู่อาศัยของผู้อพยพ เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเป็นชาวบอสเนียที่อพยพมาอยู่ในประเทศสวีเดน เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ สมัยเป็นเยาวชนเคยเล่นอยู่กับ เอฟบีเค บัลคาน ก่อนจะมาเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับสโมสรดังของบ้านเกิด มัลโม่ เอฟเอฟ ในฤดูกาล 1999-2000 โดยในช่วงนั้น อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส ประทับใจฝีเท้า ถึงขนาดชักชวนมาอยู่กับ อาร์เซนอล แต่ทว่าต้นสังกัดก็ไม่ยอมปล่อยตัวออกมา

     นอกจาก เวนเกอร์ ก็ยังมี ลีโอ บีนฮักเกอร์ กุนซือมือดี ก็แสดงความสนใจในตัวเขาอยู่เหมือนกัน หลังจากได้เห็นฝีเท้าระหว่างลงฝึกซ้อมที่สเปน แต่ก็สายเกินไป เพราะต้นสังกัดตกลงขายเขาไปให้กับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สโมสรในดังในพรีเมียร์ดัตช์ ด้วยราคา 7.8 ล้านยูโร (ราว 320 ล้านบาท) ในช่วงเดือน ก.ค. ปี 2001 เรียบร้อยแล้ว

     โดยภายใต้การดูแลของ โค อาเดรียนเซ่ กองหน้าชาวสวีดิช ดูเหมือนจะไม่ได้ลับฝีเท้าเท่าที่ควร จนกระทั่งได้ลืมตาอ้าปาก หลังจากที่ โรนัน คูมันน์ เข้ามาเก้าอี้นายใหญ่คนใหม่ และก็สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้สำเร็จเสียด้วย เรียกว่าเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ที่กุนซือขาดไม่ได้  
     แต่ชีวิตของเขาก็ต้องพลิกผันอีกครั้งในวันที่ 31 ส.ค. 2004 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกำหนดเส้นตายการซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์ ซลาตัน ย้ายมาอยู่ในถิ่น เดลเล่ อัลปิ ของ ยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร (ราว 640 ล้านบาท) แม้ว่าเพิ่งจะย้ายได้เพียงครึ่งฤดูกาลหลัง แต่เขาก็โชว์ฟอร์มถล่มประตูได้เป็นกอบเป็นกำถึง 16 ลูก พร้อมกับเบียด อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ กองหน้าจอมเก๋า ตกขอบกลายเป็นตัวสำรองไปโดยปริยาย
     จากฟอร์มที่สุดยอด ทำให้มีข่าวออกมาว่า "ม้าลาย" ได้ปฏิเสธข้อเสนอจาก "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด แม้ว่าจะสูงลิบลิ่วถึง 70 ล้านยูโร (ราว 2,800 ล้านบาท) ก็ตาม ทำให้เขายังคงค้าแข้งอยู่ในลีกอิตาลีต่อไป จากนั้นก็ได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2004/05 จากแฟนบอล ยูเวนตุส อีกด้วย พร้อมกับได้อันดับ 8 ของรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2005 ของฟีฟ่าด้วย เท่านั้นไม่พอ รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสวีเดน (กัลด์โบเลน) ยังตกเป็นของเขาด้วย
     แต่แล้ว ในปี 2006 เกิดจุดพลิกผัน เมื่อ ยูเวนตุส  ถูกปรับตกชั้นข้อหาล้มบอล!!! หล่นร่วงไปเล่นในเซเรีย บี ทำให้ผู้เล่นย้ายทีมกันเป็นแถบ ซึ่งแน่นอน กองหน้าตัวฉกาจอย่างเขา ย่อมต้องมีทีมยื้อแย่งตัวกันใหญ่ และก็เป็นทีม งูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน ไปได้ตัวเขาไป สามฤดูกาลที่ ซลาตัน อยู่กับอินเตอร์ เขาลงเล่นทั้งหมด 117 นัด ทำได้ 66 ประตู โดยเฉพาะฤดูกาล 2008/09 ทำได้ในเซเรีย อา 25 ลูก คว้าตำแหน่งดาวซัลโวไปครอง
     และในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2009/10 บาร์เซโลน่า ซึ่งต้องการปล่อยตัว ซามูเอล เอโต้ ออกไปอยู่แล้ว ได้บรรลุข้อตกลง ในการยื่นตัวเอโต้บวกเงิน แลกตัวซลาตัน มายังถิ่นคัมป์ นู แทนแล้ว โดยเปิดตัวกับทีมใหม่เมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2009 ซลาตัน จบฤดูกาลนี้ ด้วยการยิงให้กับ "เจ้าบุญทุ่ม" ไปทั้งหมด 16 ประตู ช่วยให้ต้นสังกัด คว้าแชมป์ลา ลีก้า แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ได้สวยหรูนัก เมื่อเขาออกมาแถลงข่าวถึงความสัมพันธ์ที่เลวร้ายระหว่างตัวเขาและ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของทีม
     ต่อมา ในวันที่ 28 สิงหาคม 2010 เอซี มิลาน ได้ประกาศผ่านเวบไซต์ของสโมสรว่า ได้บรรลุข้อตกลงยืมตัว ซลาตัน มาใช้งานในฤดูกาล 2010-11 เป็นเวลา 1 ฤดูกาล พร้อมกับออพชั่นซื้อขาดในราคา 24 ล้านยูโร (ราว 960 ล้านบาท) ในตอนจบฤดูกาล เขาลงเล่นให้กับทีมเป็นครั้งแรกในนัดที่แพ้ เชเซน่า 0-2 เมื่อวันที่ 11 กันยายน ซึ่งเขาเป็นคนยิงจุดโทษพลาดอีกต่างหาก ต่อมาฟอร์มของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็สามารถพา "ปีศาจแดง-ดำ" คว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้สำเร็จ และ เอซี มิลาน ก็จัดการคว้าตัวเขามาครอบครองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2011
     ในฤดูกาล 2011-12 ซลาตัน โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ "ปีศาจแดง-ดำ" โดยเขายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ เฉพาะในเซเรีย อา ซัดไปถึง 25 ประตู ทำให้จบฤดูกาลด้วยสถิติลงเล่น 32 นัด ยิง 28 ประตู เลยทีเดียว
     และก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตการค้าแข้งของ ซลาตัน อีกครั้ง เมื่อเขาตัดสินใจย้ายทีมมาอยู่กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ของ ลีก เอิง ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2012 ด้วยสัญญา 3 ปี และรับค่าเหนื่อยจำนวนมหาศาลถึง 14 ล้านยูโร (ราว 560 ล้านบาท) เป็นรองแค่เพียง ซามูเอล เอโต้ เท่านั้น ที่ได้ค่าเหนื่อยมากกว่าเขาในโลกใบนี้
     และเขาก็ไม่ทำให้สโมสรผิดหวังโดยยิงประตูใน ลีก เอิง ไปทั้งสิ้น 30 ประตู ทำให้จบฤดูกาล 2012-13 ด้วยรางวัลดาวซัลโวของลีก ซึ่งเขาก็เป็นนักเตะคนแรกที่ทำประตูได้เท่ากับที่ ฌอง ปิแอร์ ปาแปง ตำนานดาวยิงของฝรั่งเศส เคยทำได้ในฤดูกาล 1989-90

     ในฤดูกาล 2013-14 นี้ ซลาตัน ลงสนามให้กับทีมไปแล้วทั้งหมด 6 นัด ยิงได้ 2 ประตู และผ่านบอลให้เพื่อนทำประตูอีก 3 ครั้ง พา เปเเอสเช รั้งตำแหน่งรองจ่าฝูง อยู่ในเวลานี้

     สำหรับในทีมชาติ ซลาตัน สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ บอสเนียฯ หรือ โครเอเชีย ก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะรับใช้ทีมชาติสวีเดน ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดของเขา โดย ซลาตัน เคยติดทีมชาติสวีเดน ชุดอายุไม่เกิน 21 ในปี 2001 เป็นจำนวน 7 นัด ซัดไป 6 ประตู และเขาก็ได้ลงเล่นในทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในปีเดียวกัน นัดที่อุ่นเครื่องกับ หมู่เกาะฟาโร ซึ่งเสมอกันไป 0-0 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2001 ต่อมา เขาก็ได้เป็นกำลังหลักให้กับทีมชาติเรื่อยมากว่า 13 ปีแล้ว ลงสนามไปทั้งสิ้น 92 นัด ยิงประตูได้ 45 ประตู

     ถึงตอนนี้คงไม่มีใครสงสัยในความสามารถของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช อีกแล้ว เพราะผลงานที่ผ่านมาคือ เครื่องพิสูจน์เป็นอย่างดีถึงคุณภาพของเขา ต่อไปก็คงต้องรอดูกันว่า ซลาตัน จะมีทีเด็ดอะไรมาโชว์ให้กับสาวกลูกหนังทั่วโลกได้ชมกันอีกบ้าง และเขาจะสามารถพา เปแอสเช ประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน เวลาเท่านั้นคือคำตอบ